พรีเมียร์ลีก
พรีเมียร์ลีก

เลสเตอร์ ซิตี้ มีดีกรีแชมป์ พรีเมียร์ลีก 1 สมัย มันเป็นเกียรติประวัติที่น้อยสโมสรใน พรีเมียร์ลีก จะได้สัมผัส รวมถึงสโมสรลิเวอร์พูลว่าที่แชมป์ปีนี้ พวกเขาเองก็เพิ่งจะมาถึงฝั่งฝัน

สำหรับเลสเตอร์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่แพ้ทีมอื่นๆ แต่พวกเขากลับด้อยกว่าในแง่ของเกียรติยศ แน่นอนว่าการได้แชมป์ของพวกเขาในปี 2015/2016 เป็นปรากฎการณ์ที่พิเศษ แต่มันยากที่จะเกิดขึ้นอีก ดังนั้นความสำเร็จอื่นใดหลังจากนี้ของเลสเตอร์ ต้องมาจากที่พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นด้วยตัวเอง

สองฤดูกาลมาแล้วที่เลสเตอร์สร้างผลงานได้เป็นอย่างดี พวกเขาดันตัวเองขึ้นมาเป็นกลุ่มที่แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าขอลุ้นทั้งแชมป์ พรีเมียร์ลีก และโควตาฟุตบอลยุโรป นักเตะมากมายของเลสเตอร์ฉายแสงเจิดจรัส ในฐานะทีมเล็กที่ทำผลงานได้เปรี้ยงปร้าง เครดิตเหล่านี้ได้ใจแฟนบอลไปเต็มๆ เพราะบางครั้งพวกเขาก็เบื่อกับการที่มีแค่สโมสรเดิมๆ ที่ครองความยิ่งใหญ่ของเมืองผู้ดี

แต่สิ่งที่เลสเตอร์ต้องเผชิญเมื่อตั้งความหวังสูงๆ สำหรับฤดูกาลถัดไป คือการที่พวกเขาต้องสูญเสียแข้งกำลังสำคัญอยู่เสมอ เพราะด้วยค่าตัวและค่าเหนื่อยที่สโมสรใหญ่พร้อมจ่าย รวมไปถึงโอกาสที่จะได้สัมผัสแชมป์ให้เป็นเกียรติประวัติของตัวเอง เมื่อมีความสนใจจากสโมสรที่พร้อมกว่า มีความสามารถจ่ายสูงกว่า หรือได้เล่นในรายการที่ยิ่งใหญ่กว่า นักเตะก็จะถูกล่อตาล่อใจด้วยข้อเสนอที่ยากปฏิเสธ

หลังจากได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร แข้งชั้นดีของเลสเตอร์ถูกแย่งกันจับจองเป็นสินค้าขึ้นห้าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้กับแดนนี่ ดริ๊งวอเตอร์ย้ายไปเชลซี ริยาร์ด มาห์เรช ย้ายไปแมนฯ ซิตี้ และสุดท้ายที่แฮร์รี่ แม็คไกวร์ที่ย้ายเป็นสถิติโลกไปอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด

ในมุมหนึ่งที่การทำสโมสรฟุตบอลคือการดำเนินธุรกิจ เลสเตอร์สามารถสร้างกำไรได้อย่างมหาศาลจากการขายผู้เล่นสี่รายนี้ แต่ในแง่การแข่งขัน ผู้จัดการทีมของพวกเขา จะต้องพบกับรอยต่อที่ของความสำเร็จที่เต็มไปด้วยแผลโหว่จากการเสียผู้เล่นคนสำคัญไป

เบรนดอน ร็อดเจอร์สเกมก็ไม่ต่างกัน ในฤดูกาลที่เลสเตอร์กำลังทำผลงานได้ดีเช่นฤดูกาลนี้ นักเตะกำลังสำคัญไม่ว่าจะเป็นเจมส์ แมดดิสัน, เบน ชิลเวลล์, วิลเฟร็ด เอ็นดีดี้หรือฮาร์วี่ย์ บาร์นสต่างถูกแมวมองของสโมสรใหญ่ยกทัพมาเช็คฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ บางรายก็มีข่าวออกมาตลอด เรียกว่าไม่เพียงแต่รับมือกับเกมการแข่งขัน ร็อดเจอร์สต้องสู้กับการเรียกสมาธิของนัเตะให้อยู่กับสโมสรปัจจุบันไม่ใช่อนาคต

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ร็อดเจอร์สไม่เคยเจอ ตลอดการคุมทัพหงส์แดง เขาต้องสู้กับความพยายามดึงตัวผู้เล่นที่มีผลงานดีเยี่ยมไปจากสโมสรที่เขาคุม กุนซือชาวสก็อตรู้ซึ้งดีถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะในยุคที่เขาคุมหงส์แดงสู้ศึก พรีเมียร์ลีก ผู้เล่นคนสำคัญอย่างเฟอร์นานโด ตอร์เรส, หลุยส์ ซัวเรสที่ถูกสอยไปจากสโมสรโดยทีมใหญ่เงินถึงในสมัยนั้น มันคงยิ่งหนักเข้าไปใหญ่หากตอนนั้นเขาเสียดาเนี่ยล แอ็กเกอร์และสตีเว่น เจอราร์ดด้วย ร็อดเจอร์สรู้ดีว่าการนับหนึ่งใหม่นั้นยากเย็นแค่ไหน ดังนั้นเขาจึงต้องสู้เพื่อนรั้งตัวนักเตะสำคัญไว้ให้ได้

อาจจะต้องใช้เวลาเพื่อทำบางสิ่งบางให้สำเร็จ สิ่งนั้นคือการปลูกฝังความภาคภูมิใจในการลงเล่นรับใช้สโมสร สร้างเกียรติประวัติร่วมกัน ร็อดเจอร์สจะต้องเลือกพัฒนาและผลักดันแข้งเยาวชนจำนวนมากให้ก้าวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ต่อยอดความสำเร็จด้วยแนวทางที่ชัดเจนของสโมสร แม้จะสูญเสียแข้งเด่นไปทุกๆ ปี แต่ต้องไม่เสียตัวตน ค่อยๆ ยืนหยัดในตำแหน่งที่ชัดเจนสู้กับทีมใหญ่บนเวที พรีเมียร์ลีก ให้ได้ จนกว่าจะถึงวันที่มีแรงดึงดูดมากพอที่จะไม่เสียใครไป.